งานบริการการศึกษาที่นักศึกษาควรรู้

งานบริการการศึกษาที่นักศึกษาควรรู้

1. ระบบการศึกษา
         มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีจัดการศึกษาใช้ระบบทวิภาค (Semester) โดยแบ่งปีการศึกษาหนึ่ง ๆ เป็น 2
ภาคการศึกษา คือ  ภาคการศึกษาที่ 1  และภาคการศึกษาที่ 2  แต่ละภาคเรียนมีเวลาเรียนประมาณ 16 สัปดาห์ 
สำหรับนักศึกษา กศ.บป. ในโครงการจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ  มหาวิทยาลัยเปิดเรียนอีก 1 ภาคการ
ศึกษาคือภาค การศึกษาที่  3


2.ระบบหน่วยกิต
          หลักสูตรกำหนดปริมาณการศึกษาของแต่ละรายวิชาเป็นระบบหน่วยกิต  ส่วนตารางที่แสดงถึงเวลาเรียนเป็น
คาบต่อสัปดาห์ ใน 1 คาบมีเวลาเรียน 50 นาที หน่วยกิตจะแสดงค่าระดับความสำคัญของแต่ละรายวิชา  ซึ่งเวลา
เรียนจะเท่ากับหรือมากกว่าหน่วยกิตก็ได้ เช่น 3(3-0) หมายถึงวิชานี้มี 3 หน่วยกิตใช้เวลาเรียนทฤษฎี 3 คาบ
ไม่มีภาคปฏิบัติ  3(2-2)  หมายถึง    วิชานี้มี  3  หน่วยกิต  ใช้เวลาเรียนทฤษฎี  2  คาบ
และภาคปฏิบัติ 2 คาบ รุ่น  49   3(2-2-5)  หมายถึง    วิชานี้มี  3  หน่วยกิต  ใช้เวลาเรียนทฤษฎี  2  คาบ 
ภาคปฏิบัติ 1 คาบ  ศึกษาค้นคว้า  5 คาบ
3.แนวปฏิบัติในการลงทะเบียนเรียน
     นักศึกษาทุกคนต้องลงทะเบียนเรียนแต่ละภาคการศึกษาด้วยตนเองตามวัน เวลา ที่ทางกองบริการการศึกษา
กำหนดตามประกาศของมหาวิทยาลัยฯ  เมื่อถึงกำหนดนักศึกษาต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
     3.1 รับแบบฟอร์มใบลงทะเบียนได้ที่อาจารย์ที่ปรึกษา  โดยนักศึกษากรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดในราย
วิชาที่ต้องการลงทะเบียนเรียน
     3.2 นักศึกษาส่งแบบฟอร์มใบลงทะเบียนที่กองบริการการศึกษาเพื่อพิมพ์ใบลงทะเบียนและนักศึกษานำไปชำระเงิน
ที่ธนาคารตามกำหนด
     3.3 สำหรับนักศึกษาเข้าใหม่ (ปี 1) ถ้าใบลงทะเบียนมีรายวิชาที่นักศึกษาจะดำเนินการยกเว้นหรือโอนให้นำหลักฐาน
มาถอนรายวิชาภายใน เวลาเพิ่ม – ถอน มิฉะนั้นถ้าปรากฏรายวิชาอยู่จะมีผลการเรียนเป็น E หรือ F
     3.4   สำหรับนักศึกษาที่ขอลงทะเบียนสมทบกับหมู่เรียนอื่นจะต้องนำใบขออนุญาตสมทบให้ผู้สอนลงนามอนุญาตก่อน 
แล้วนำส่งที่กองบริการการศึกษา  ทั้งนี้ต้องใส่  Section ของวิชาและอาจารย์ผู้สอนด้วย
     3.5 ในกรณีที่นักศึกษาไม่สามารถลงทะเบียนได้ตามกำหนด  นักศึกษาจะต้องมาชำระเงินที่ส่วนงานคลัง  และต้อง
ชำระค่าปรับการ ลงทะเบียนช้าตามระเบียบ  โดยนำใบลงทะเบียนให้ส่วนงานคลังคิดค่าปรับและชำระเงินที่
ส่วนงานคลัง  ทั้งนี้ต้องชำระเงินภายในระยะเวลาที่ ทางมหาวิทยาลัยผ่อนผันให้ตามปฏิทินการศึกษา

4. การเพิ่ม / ถอนรายวิชาหลังจากการลงทะเบียนเรียนปกติแล้ว
     เนื่องจากรายวิชาต่าง ๆ ที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียน  นักศึกษาเป็นผู้ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงด้วยตัวนักศึกษาเอง
ดังนั้นก่อนลงทะเบียนเรียน  นศ.  ต้องตรวจสอบรายวิชาให้ถูกต้อง  ส่วนรายวิชาที่ได้รับการโอนหรือยกเว้นได้ต้องไม่นำ
มาลงทะเบียนทั้งนี้จะต้องกระทำตามกำหนดของมหาวิทยาลัยฯ หลังจากนั้นแล้วจะกระทำได้ในกรณียกเลิกรายวิชาเท่านั้น

5.การคืนเงินค่าลงทะเบียนเรียน
      ค่าธรรมเนียมต่างๆที่ทางมหาวิทยาลัยเรียกเก็บจากนักศึกษาไว้แล้วจะไม่คืนให้กับนักศึกษา

6.แนวปฏิบัติในการยกเลิกวิชาเรียน
   นักศึกษาที่ต้องการยกเลิกวิชาเรียนจะต้องดำเนินการอย่างช้าที่สุด 1 สัปดาห์ก่อนการสอบปลายภาค โดยมีขั้นตอนดังนี้
    1.นำใบคำร้องขอยกเลิกรายวิชาให้อาจารย์ที่ปรึกษาลงนามรับทราบ
    2.นำคำร้องขอยกเลิกให้อาจารย์ผู้สอนลงนามอนุญาตและมอบส่วนที่เป็นของผู้สอนให้ผู้สอนไว้เป็นหลักฐาน
    3.นำคำร้องส่วนที่เหลือส่งที่กองบริการศึกษา   ในกรณีที่ผู้สอนอนุญาตผู้สอนจะประเมินผลการเรียนเป็น W

7.แนวปฏิบัติการขอเรียนสมทบกับนักศึกษา กศ.บป.ของนักศึกษาภาคปกต
    นักศึกษา กศ.บป.ไม่มีสิทธิ์ลงเรียนสมทบกับนักศึกษาภาคปกติ  แต่นักศึกษาภาคปกติสามารถขอเรียนสมทบกับนักศึกษา
กศ.บป.ได้ ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้
  1. รายวิชาที่จะขอเรียนสมทบต้องไม่เปิดสอนในภาคปกติ หรือเปิดสอนแต่นักศึกษาไม่สามารถลงเรียนได้เนื่องจาก
    เวลาซ้ำซ้อนกัน
  2. จำนวนรายวิชาที่จะขอเรียนสมทบต้องไม่เกิน 2 รายวิชาในแต่ละภาคการศึกษา  ยกเว้นในภาคการศึกษาที่ 3
  3. จำนวนหน่วยกิตรวมทั้งรายวิชาที่เรียนปกติกับรายวิชาที่เรียนสมทบต้องไม่เกิน 25 หน่วยกิต  สำหรับ
    รุ่น  49  เป็นต้นไปไม่เกิน  21  หน่วยกิต
  4. รายวิชาที่ขอเรียนสมทบต้องไม่เป็นรายวิชาที่ขอยกเลิกหรือขอพักการเรียนไว้ในการเรียนภาคปกติ
  5. การขอเรียนสมทบจะต้องกระทำภายในเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดตามขั้นตอนต่อไปนี้
    1. เขียนคำร้องทั่วไปเรื่องขอเรียนสมทบกับนักศึกษาภาคพิเศษ (กศ.บป.)  โดยระบุเหตุผลในการขอ
      เรียนสมทบกับภาคพิเศษ (กศ.บป.) และเขียนคำร้องขอเรียนสมทบหมู่เรียนอื่น
    2. นำคำร้องไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอความเห็นและลงนาม
    3. นำคำร้องขอเรียนสมทบไปให้อาจารย์ผู้สอนลงนามอนุญาต
    4. ส่งคำร้องทั่วไปและคำร้องขอเรียนสมทบกับหมู่เรียนอื่นที่กองบริการการศึกษาพร้อมหลักฐานดังนี้
  6. ใบลงทะเบียนแสดงรายวิชาที่จะขอเรียนสมทบ
  7. ใบลงทะเบียนภาคปกติ
    1. เมื่อได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนสมทบได้จึงนำคำร้องและใบลงทะเบียนไปชำระเงินที่ส่วนงานคลัง
    2. นำคำร้องและใบลงทะเบียนที่แสดงว่าชำระเงินแล้วส่งที่กองบริการการศึกษาเพื่อบันทึกรายวิชาในใบ
      แสดงผลการเรียนต่อไป 

8. แนวปฏิบัติในการขอเปิดเรียนกรณีพิเศษ 
     การขอเปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษ  หมายถึง การขอเปิดเรียนในรายวิชาที่ไม่มีเปิดเรียนในภาคการศึกษานั้นๆ แต่มี  
ความจำเป็นที่นักศึกษาจะต้องเรียน  นักศึกษาที่จะขอเปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. ต้องเป็นนักศึกษาตกค้างของรุ่น หรือนักศึกษาปีสุดท้ายของการเรียนปกติ
  2. จำนวนรายวิชาที่จะขอเปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษต้องไม่เกิน 2 รายวิชาในแต่ละภาคการศึกษา
  3. จำนวนหน่วยกิตรวมต้องไม่เกิน 25 หน่วยกิตสำหรับนักศึกษาภาคปกติ/นักศึกษารุ่น 49 เป็นต้นไปจำนวนหน่วยกิต
    รวมไม่เกิน  21  หน่วยกิต  และ 12-15 หน่วยกิต  สำหรับ   นักศึกษา กศ.บป.
  4. รายวิชาที่ขอเปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษต้องไม่เป็นรายวิชาที่ขอยกเลิกหรือพักการเรียนไว้
  5. นักศึกษาภาคปกติไม่มีสิทธิ์ขอเปิดเรียนกรณีพิเศษในภาค กศ.บป.
  6. การขอเปิดเรียนกรณีพิเศษต้องกระทำภายในระยะเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด  ซึ่งทาง กองบริการการศึกษา
    จะประกาศให้ทราบ ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคการศึกษาในแต่ละภาคการศึกษา
  7. ขั้นตอนการขอเปิดเรียนกรณีพิเศษ
    1. นักศึกษาเขียนคำร้องขอเปิดเรียนกรณีพิเศษ
    2. ส่งคำร้องที่คณะที่นักศึกษาสังกัดหรือคณะที่ขอเปิดรายวิชา  รอประกาศผลการพิจารณาอนุญาต
    3. ถ้าได้รับอนุญาต   ให้นักศึกษาขอลงทะเบียนเพิ่มและนำไปชำระเงินที่ส่วนงานคลัง
    4. ส่งใบลงทะเบียนเพิ่มที่กองบริการการศึกษา  เพื่อบันทึกรายวิชาต่อไป

9. คุณสมบัติของนักศึกษาที่มีสิทธิ์สอบปลายภาค
                  นักศึกษาจะมีสิทธิ์สอบปลายภาคการศึกษาเมื่อนักศึกษามีเวลาเรียนในรายวิชานั้น ๆ  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ของเวลาเรียนทั้งหมด ที่มหาวิทยาลัยฯกำหนดให้เข้าชั้นเรียน  ในกรณีที่เวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 80  แต่ไม่ต่ำกว่า
ร้อยละ 60  ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการที่ มหาวิทยาลัยฯแต่งตั้งจะพิจารณาว่าจะให้มีสิทธิ์สอบปลายภาคหรือไม่
่แต่ถ้ามีเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ  60  จะไม่มีสิทธิ์สอบปลายภาคทุกกรณี ผู้ไม่มีสิทธิ์สอบปลายภาคไม่ว่าด้วยสาเหตุใดๆ  
จะได้รับการประเมินผลในรายวิชานั้น ๆ เป็น  E หรือ  F  แล้วแต่กรณี


10.แนวปฏิบัติในกรณีที่นักศึกษาขาดสอบปลายภาคการศึกษาตามตารางสอบที่กำหนด
                นักศึกษาที่มีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาค แต่ขาดสอบเนื่องจากสาเหตุจำเป็นและสุดวิสัยอย่างยิ่ง   ให้นักศึกษา
ยื่นคำร้องขอสอบรายวิชานั้น ๆ   พร้อมหลักฐานที่คณะซึ่งรับผิดชอบภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่ขาดสอบของรายวิชานั้น
ทั้งนี้ต้องดำเนินการสอบให้เสร็จสิ้นภายในสองสัปดาห์แรก ของภาคการศึกษาถัดไปถ้าสาเหตุของการขาดสอบ
ทราบล่วงหน้าก่อนการสอบ  นักศึกษาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตก่อนการสอบจึงจะมีสิทธิ์ได้รับ การพิจารณาเมื่อคณะกรรม
การพิจารณาแล้วอนุญาตให้สอบนักศึกษาต้องมาสอบตามที่ทางคณะและอาจารย์ผู้สอนกำหนด ในกรณีที่นักศึกษา
ขาดสอบแต่ไม่มายื่นคำร้องขอสอบ  หรือยื่นคำร้องขอสอบแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้สอบ  หรือได้รับอนุญาตให้สอบแต
่นักศึกษาไม่มาสอบตามกำหนดเมื่อผู้สอนประเมินผลการเรียนในรายวิชานั้น ๆ เป็น  E  หรือ  Fแล้วแต่กรณี นักศึกษาต้อง
ลงทะเบียนเรียนใหม่

11.แนวปฏิบัติในการเข้าสอบปลายภาคของนักศึกษา
      ในการสอบปลายภาคนักศึกษาต้องปฏิบัติตนดังต่อไปนี้
  1. แต่งกายถูกต้องตามระเบียบของมหาวิทยาลัยฯและประพฤติตนเป็นสุภาพชน
  2. แสดงบัตรประจำตัวนักศึกษาแก่อาจารย์ผู้กำกับการสอบ
  3. รู้กำหนดวัน  เวลา  และสถานที่สอบอย่างแน่ชัดล่วงหน้า
  4. ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาสอบอย่างน้อย 5 นาที  ผู้ที่มาเข้าสอบหลังจากเริ่มทำการสอบแล้ว 15 นาที
    จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบ
  5. ไม่เข้าห้องสอบก่อนได้รับอนุญาต  และไม่นำเอกสาร ตำรา โน๊ตย่อ เข้าห้องสอบ
  6. นั่งประจำโต๊ะที่อาจารย์ผู้กำกับห้องสอบกำหนด  และไม่เปลี่ยนที่นั่งก่อนได้รับอนุญาต
  7. ปฏิบัติตามระเบียบของการสอบและคำสั่งของอาจารย์ผู้กำกับห้องสอบ
  8. ระวังไม่ให้ผู้เข้าสอบคนอื่นมีโอกาสคัดลอกคำตอบของตน
  9. ไม่ติดต่อพูดจากับบุคคลอื่นในเวลาสอบ  หากมีข้อสงสัยหรือมีกิจจำเป็นต้องแจ้งต่ออาจารย์ผู้กำกับห้องสอบ
  10. ผู้ใดสอบเสร็จก่อน  ผู้นั้นต้องออกไปห่างจากห้องสอบและไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนผู้ที่กำลังสอบอยู่
    ทั้งนี้ห้ามผู้เข้าสอบ ออกจากห้องสอบก่อนที่เวลาสอบจะผ่านพ้นไป 20 นาที
  11. ห้ามนำกระดาษคำตอบ  กระดาษเขียนตอบ และข้อสอบออกไปจากห้องสอบ

12.บทลงโทษสำหรับนักศึกษาที่ทุจริตในการสอบ
      นักศึกษาที่ทุจริตหรือร่วมทุจริตในการสอบรายวิชาใด  ให้นักศึกษาผู้นั้นได้รับผลการเรียนเป็น E หรือ F ในรายวิชานั้น
แล้วแต่กรณี และให้มหาวิทยาลัยลงโทษดังนี้

  1. พักการเรียนในภาคการศึกษาถัดไป หรือ
  2. ให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

13. การแก้เกรด  I (Incomplete)
     ผลการเรียน  I  คือการประเมินผลที่ไม่สมบูรณ์ในรายวิชาที่นักศึกษายังทำงานที่ทางอาจารย์ผู้สอนกำหนดในระหว่าง
เรียนไม่เสร็จเมื่อสิ้นภาคการศึกษา กรณีที่นักศึกษาได้  I  ให้ดำเนินการปฏิบัติงานให้เสร็จสิ้นเพื่อขอรับการประเมินเพื่อ
เปลี่ยนค่าระดับคะแนนภายในภาคเรียนถัดไป  ถ้านักศึกษาไม่สามารถปฏิบัติงานได้เสร็จสิ้นตามกำหนด  ให้อาจารย์ผู้สอน
พิจารณาผลงาน ที่ค้างอยู่เป็นศูนย์และประเมินผลการเรียนจากคะแนนที่มีอยู่ส่ง กองบริการการศึกษาในภาคการศึกษาถัดไป

14.การพ้นสภาพนักศึกษา
      นักศึกษาภาคปกติจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาเมื่ออยู่ในเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
   1. ผลการประเมินได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า  ๑.๖๐  เมื่อสิ้นภาคการศึกษาปกติ  ภาคการศึกษาที่  ๒
   นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน
   2. ผลการประเมินได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า ๑.๘๐ ในภาคการศึกษาปกติ  ที่  ๔  ที่  ๖  ที่  ๘  ที่ ๑๐
  และที่  ๑๔  นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน
   3. ลงทะเบียนเรียนครบตามที่หลักสูตรกำหนด  แต่ยังได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม     ต่ำกว่า  ๑.๘๐
   4. ได้รับคะแนนรายวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพหรือรายวิชาการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพต่ำกว่า Cเป็นครั้งที่๒

15.การคืนสภาพนักศึกษา
    กรณีที่นักศึกษาพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาอันเนื่องมาจากการไม่ได้รักษาสภาพการเป็นนักศึกษาเมื่อไม่ได้ลงทะเบียนเรียน  
ทั้งนี้การพ้นสภาพนักศึกษานั้นไม่เกิน 3ภาคการศึกษา นักศึกษาจะสามารถขอคืนสภาพนักศึกษาได้แต่ต้องปฏิบัติดังนี้
  1. เขียนคำร้องทั่วไปเพื่อขอคืนสภาพนักศึกษา
  2. นำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอความเห็นและลงนาม
  3. ยื่นคำร้องที่กองบริการการศึกษาเพื่อให้ผู้บริหารพิจารณาอนุมัติ
  4. รับคำร้องที่ได้รับอนุมัติแล้วไปชำระเงินค่าธรรมเนียมการขอคืนสภาพ  500 บาท และชำระเงินค่ารักษาสภาพของ
    ภาคการศึกษาทั้งหมด ที่ยังค้างชำระอยู่ที่ส่วนงานคลัง
  5. ส่งคำร้องที่แสดงว่าชำระเงินแล้วที่กองบริการการศึกษาเพื่อดำเนินการคืนสภาพต่อไป

16.การขอลาพักการเรียนหรือการขอรักษาสภาพการเป็นนักศึกษา
     นักศึกษาที่มีความจำเป็นหรือมีความประสงค์จะขอลาพักการเรียนในภาคการศึกษาใด  จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น
ไม่เกินวันสุดท้าย ของการเรียนในภาคการศึกษานั้นๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. เขียนคำร้องทั่วไป  เพื่อขอพักการเรียนหรือขอรักษาสภาพการเป็นนักศึกษา
  2. นำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอความเห็นและลงนาม
  3. ยื่นคำร้องที่กองบริการการศึกษาเพื่ออนุมัติ
  4. รับคำร้องที่อนุมัติแล้วไปชำระเงินค่าธรรมเนียมการรักษาสภาพนักศึกษา
  5. ส่งคำร้องที่แสดงว่าชำระเงินแล้วที่กองบริการการศึกษาเพื่อดำเนินการต่อไป
         การลาพักการเรียนหรือการขอรักษาสภาพนักศึกษาจะกระทำได้ไม่เกิน  2 ภาคการศึกษาติดต่อกัน และการพิจารณา
การสำเร็จการ ศึกษาจะนับจำนวนภาคการศึกษาที่ขอลาพักการเรียนนั้นด้วย

17. การขอย้ายสถานศึกษา
นักศึกษาที่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายสถานศึกษาจากมหาวิทยาลัยฯหนึ่งไปยังอีกมหาวิทยาลัยฯ หนึ่งในสังกัดเดียวกัน   
ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
  1. เขียนคำร้องขอย้ายสถานศึกษา
  2. นำคำร้องไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอความเห็นและลงนาม
  3. ยื่นคำร้องที่กองบริการการศึกษาเพื่อเสนอขออนุมัติและออกหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยฯที่ต้องการย้ายไป
  4. รับทราบผลการดำเนินการที่กองบริการการศึกษาหากได้รับอนุญาตให้ย้ายได้ให้ดำเนินการเรื่องการย้ายต่อไป

18.  เอกสาร/หลักฐานที่นักศึกษาสามารถขอได้ที่กองบริการการศึกษา
  1. ใบรับรองการเป็นนักศึกษา สำหรับผู้ที่จะนำไปใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ
  2. ใบรายงานผลการศึกษา (Transcripts)  ในกรณีที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา  สำหรับผู้ที่ต้องการจะนำไปใช้แสดง
    เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการใด ๆ แล้วแต่กรณี
  3. ใบรายงานผลการศึกษา (Transcripts) สำหรับผู้ที่ได้รับอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาจากคณะกรรมการประจำคณะของ
    มหาวิทยาลัยแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติการให้อนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตรจากสภาประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏ
    4.  ใบรับรองคุณวุฒิ สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติการให้อนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตรจากสภา
    ประจำมหาวิทยาลัยฯแล้วแต่ยังไม่ไดรับอนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตร
    5.   ใบอนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตร  สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากสภาประจำ
    มหาวิทยาลัยฯแล้ว
    6.   ใบแทนอนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตร  ในกรณีที่อนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตรสูญหายหรือใช้การไม่ได้
    7.   ใบรับรองอื่น ๆ  แล้วแต่กรณี           
    ขั้นตอนการขอเอกสาร/หลักฐานต่าง ๆ

                                                            
  1. เขียนคำร้องขอเอกสาร/หลักฐานประเภทที่ต้องการ
  2. ยื่นคำร้องของเอกสาร/หลักฐานประเภทนั้น ๆ ที่กองบริการการศึกษา  พร้อมหลักฐานและ/หรือรูปถ่าย
    เพื่อขออนุมัติ
  3. นำคำร้องที่ได้รับการอนุมัติแล้วไปชำระเงินค่าธรรมเนียมที่ส่วนงานคลัง
  4. ส่งคำร้องที่แสดงว่าชำระเงินแล้วที่กองบริการการศึกษาเพื่อดำเนินการ  ส่วนใบเสร็จรับเงินให้นักศึกษาเก็บไว้เป็นหลักฐานนำมาใช้ในการขอรับเอกสาร/หลักฐานที่ต้องการ
  5. รับเอกสาร/หลักฐานจากกองบริการการศึกษาตามวัน เวลาที่กำหนด
ค่าธรรมเนียมการออกเอกสาร/หลักฐานต่าง
  1. อนุปริญญาบัตรหรือปริญญาบัตร  ถ้าขอรับเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด 3เดือนจะต้องชำระค่าปรับชุดละ 500 บาท
      (ระยะเวลาที่กำหนด  คือ  กำหนดการรับพระราชทานปริญญาบัตรในแต่ละปี)
  2. ใบรายงานผลการศึกษา(Transcripts) กรณีขอรับเป็นฉบับที่ 2 และฉบับถัดไปเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 100 บาท 
  3. ใบแทนใบรับรองคุณวุฒิ  ใบแทนอนุปริญญาบัตรและใบแทนปริญญาบัตร  เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ  100 บาท 

19.แนวปฏิบัติในการขอแก้ชื่อ สกุล ยศ และคำนำหน้านาม
     การขอแก้ชื่อตัวชื่อสกุลยศหรือคำนำหน้านามมีขั้นตอนดังนี้
  1. ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงพร้อมหลักฐานการขอเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล ยศ หรือคำนำหน้านามและสำเนาทะเบียนบ้านที่ 
    กองบริการการศึกษา
  2. นำคำร้องไปชำระค่าธรรมเนียมที่ส่วนงานคลัง
  3. นำคำร้องที่แสดงว่าชำระค่าธรรมเนียมแล้วส่งที่กองบริการการศึกษาเพื่อดำเนินการต่อไป

20. แนวปฏิบัติในการขอสำเร็จการศึกษา
     นักศึกษาที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในภาคการศึกษาใด จะต้องปฏิบัติดังนี้
  1. เขียนใบคำร้องขอสำเร็จการศึกษา
  2. นำคำร้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอความเห็นและลงนาม
  3. สำหรับผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีต้องชำระเงินลงทะเบียนบัณฑิต 300 บาท ที่ส่วนงานคลัง
  4. ส่งคำร้องที่กองบริการการศึกษา  รอการอนุมัติสำเร็จการศึกษาตามกำหนดของมหาวิทยาลัยฯ
  5. กรณีที่ยื่นคำร้องขอสำเร็จการศึกษาแล้ว  แต่ไม่สำเร็จการศึกษาในภาคการศึกษานั้น  นักศึกษาต้องดำเนินการขอ
    สำเร็จการศึกษาใหม่   แต่ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

21.การขอถอนเงินค่าประกันของเสียหายคืน
      นักศึกษาที่ลาออก ขอย้ายสถานศึกษา หรือสำเร็จการศึกษา  ซึ่งยื่นเรื่องต่อมหาวิทยาลัยและได้รับการอนุมัติแล้ว 
สามารถขอถอนเงินค่าประกันของเสียหายคืน ได้ภายในระยะเวลา 6เดือนนับแต่วันได้รับอนุมัติ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
  1. เขียนคำร้องขอถอนเงินค่าประกันของเสียหายคืน
  2. ยื่นคำร้องที่กองบริการการศึกษาเพื่อตรวจสอบและอนุมัติ
  3. รับใบคำร้องที่ได้รับอนุมัติแล้วไปขอรับเงินคืนที่ส่วนงานคลัง

แนวปฏิบัติ/คำตอบที่นักศึกษาต้องการทราบ
         ไม่มีอยู่ในเอกสารนี้จะปฏิบัติอย่างไรหากนักศึกษามีปัญหานอกเหนือจากแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในเอกสารคู่มือนักศึกษานี้
หรือมีข้อสงสัยอื่นใด  สามารถสอบถามได้ที่อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นลำดับแรก  หากคำตอบที่ได้ไม่เป็นที่เข้าใจกรุณาติดต่อ
สอบถามที่หน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยตามลำดับ ดังนี้สาขาวิชา/โปรแกรมวิชา   คณะ   กองบริการการศึกษา